ERROR...

posted on 11 Jan 2009 15:08 by betternet

ผิด...

 

อีกแล้ว?

 

จริงรึเปล่านะที่เค้าว่า ถ้าเราคิดถึงต่เรื่องผิดพลาดที่เกิด หรืออาจจะเกิดขึ้น

มันก็จะกลายเป็นผิดพลาดอย่างนั้นจริงๆ

 

แต่ถ้าเราไม่ได้คิดล่ะ

 

ก็อาจจะไม่ผิด พลาด ก็ได้นะ

 

ใช่มั้ย?

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-

GREEN

posted on 23 Oct 2008 00:43 by betternet

 

อ่าว...

 

กรีน AF5

 

.............ซะงั้น..........................

 

คิดได้ไง...

 

ก็นึกว่า...อนุรักษ์ธรรมชาติงงี้

 

ลดโลกร้อนงี้...

 

ที่ไหนได้....

 

........โถ่.......

ปล. แต่น้องเค้าน่ารักดีนะ หุหุ

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-

edit @ 23 Oct 2008 01:40:35 by chanet

edit @ 23 Oct 2008 01:54:00 by chanet

To Find...

posted on 09 Jul 2008 00:02 by betternet

 

เคยอ่านหนังสือเจอข้อความๆหนึ่ง

 

 

อ่านแล้วก้ทำให้ได้คิดเหมือนกันนะ

 

 

 

ลองอ่านดู...

 

 

 

God gave you

 

2 Legs to walk

 

2 Hands to hold

 

2 Ears to hear

 

2 Eyes to see

 

 

but...

 

 

Why did he give you only 1 Heart?

 

Coz he gave the other 1 to someone for you

 

To Find...

 

 

 

 

เป็นไงหละ?

 

แล้วจะต้องหาไปอีกนานแค่ไหน?

 

 

 

- จนกว่าจะพบกันใหม่-

True Love...?

posted on 25 Apr 2008 15:14 by betternet

สวัสดี

 

สิ่งที่แสนดี...อาจไม่ได้มีทุกวัน

 

คนที่รักเราจริงๆ...อาจไม่มีเลยสักคน

 

 

 

เคยมีคนบอกเอาไว้(จริงไม่จริงไม่รู้)....

เค้าบอกว่า

คนเราหากอยากพบคนที่เป็นรักแท้จริงๆ

ก็ต้องเป็นคนดี รักคนที่รักเรา

แล้วเราก็จะพบรักแท้

รักที่ไม่มีแยกจาก รักกันนานๆจนแก่เฒ่า ดูแลกันไปจนตายจาก

 

 

รักแท้?

 

คู่แท้ ?

 

เนื้อคู่?

 

 

สำคัญแค่ไห?

คนเราต้องมีคู่ด้วยเหรอ

 

 

 

 

แล้วเราทำไมไม่มี(ว่ะ...)?

 

 

 

 

- จนกว่าจะพบกันใหม่-

MOm...?

posted on 27 Mar 2008 15:54 by betternet

 สวัสดี

วันนี้นำเรื่องราวดีดีมาฝาก

ลองเข้า google ดู

แล้วพิมพ์คำๆหนึ่งลงไป

คำที่ใครๆก็พูดได้

พูดเป็นคำแรกเลยด้วยซ้ำ

 

มาดูกัน

หากสังเกตดูให้ดีดี

 

จะเห็นว่า คำว่า"แม่" จะมีลูกอยู่ด้วยทุกรูป

 

เพราะลูกคือ ทุกสิ่งทุกอย่างของแม่

ดูท่าคุณแม่คนนี้จะเหนื่อยมาก

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และนี่คือภาพที่น่าประทับใจ

 

 

 ภาพที่คนไทยควรนำไปเป็นแบบอย่าง

 

 

 

 

 

 

รักแม่ให้มากๆ เป็นคนดี แค่นี้แม่ก็ภูมิใจ

 

 

 

- จนกว่าจะพบกันใหม่ -

 

LiFe iS ...

posted on 24 Mar 2008 19:22 by betternet

สวัสดี

 

ไม่ได้มา อัพบล็อก ตั้งน้านนาน

 

ไม่ว่างเลย เรียนหนักมากๆ

 

ยิ่งโตมากขึ้นก็มีอะไรให้คิดให้ทำมากขึ้น

เวลาให้ตัวเอง และคนรักก็น้อยลง

 

นี่มันอะไรกันเนี่ย

 

ใครๆก็เป็นแบบนี้กันหมดทุกคนรึเปล่า

 

อยากมีชีวิต ที่ มีชีวา

 

เหมือนเดิม เหมือนเก่า ได้มั้ย

 

 

 

ขอให้มีความสุขกับชีวิต

จนกว่าจะพบกันใหม่

 

 

 

 

edit @ 24 Mar 2008 19:29:18 by chanet

slur->boo!

posted on 13 Dec 2007 12:42 by betternet

 สวัสดี

 

 

วันนี้มาแปลก....................................................

วันนี้จะมาแนะนำวงดนตรีสุดโปรดของchanet

นั่นก็คือ.............................................................

 

 

 

วง slur

อัลบั้มแรก อัลบั้ม boo!

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

มีสมาชิกทั้งหมด 5 คน

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่เย่ ร้องนำ

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่เป้ มือกีต้า

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่เอม มือกลอง

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

พี่บู้ มือเบส

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

และพี่แบ้งค์ มือทรัมเป็ท

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

หน้าตาดี มีฝีมือ

 

 

 

 

 

 

 

 

  

 

 

 

 

 

 

 

 

บทสัมภาษณ์นี้ยกมาจาก http://www.songburi.com/interview/slur.html

บทสัมภาษณ์คราวนี้ไม่อยากจะเกริ่นอะไรมาก... เนื่องจาก Songburi ได้ติดบทสัมภาษณ์ของ 5 หนุ่ม ‘เย่, เป้, บู้, เอม และแบงค์’ วง Slur กับแฟนๆ Songburi ของเรานานเอาการอยู่ ฉะนั้น เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราไปอัพเดตเรื่องราวของพวกเขากันเลย (อาจจะยาวสักนิด แต่รับรองแฟนๆ Slur ได้หายคิดถึงแน่นอน)

Molekul: สวัสดีค่ะ Slur ยังไงช่วยทักทายกับชาว Songburi กันหน่อยค่ะ
Slur : สวัสดีครับชาว Songburi พวกเรา Slur ครับ...ผมแบงค์ ทรัมเป็ตครับ, เอม ตีกลองครับ, บู้ เล่นเบสครับ, เป้ เล่นกีต้าร์ครับ, เย่ ร้องนำครับ

Molekul: ตอนนี้ Slur กำลังทำอะไรอยู่
Slur : เป็นข่าวดีที่เราจะอัพเดตกันในรอบปีนี้ นั่นก็คือ ตอนนี้ Slur มีโครงการกำลังจะทำอัลบั้มชุด 2 นะครับ หลังจากที่เราไตร่ตรองใคร่ครวญกันอยู่นาน ว่าเราควรจะเริ่มทำอัลบั้ม 2 กันได้แล้ว ซึ่งน่าจะได้ฟังกันปีหน้า ไม่เกิน 31 ธันวาคม ปี 2008 แน่นอนครับ แต่ถามจะถามว่าเสร็จไปกี่เปอร์เซ็นต์ ตอบได้ว่า 1 % ครับ คือแค่จะเริ่มทำ ซึ่งแค่นี้พวกเราก็ถือว่าประสบความสำเร็จกันมากแล้ว

Molekul: แรงบันดาลใจที่จะทำอัลบั้มชุดใหม่ที่ว่ามาจากไหน
Slur : อาจจะด้วยพวกเราเริ่มว่างตรงกัน แล้วอีกอย่างเราเริ่มรู้สึกว่าเราเริ่มที่จะมีประเด็น เป็น Slur ก้อนใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นมา ซึ่งมันยังคลุมเครือ ยังไม่สามารถพูดออกมาได้ว่ามันคืออะไร แต่แรงบันดาลใจที่สำคัญ อย่างหนึ่งนั่นก็คือ การที่พวกเราอยากจะทำอัลบั้มชุดที่ 2 เรารู้สึกว่าเราเป็นแรงบันดาลใจของตัวเราเอง มันตื่นเต้น เหมือนกับตอนที่จะได้ทำอัลบั้มชุดแรก

Molekul: ที่บอกว่าเพิ่งจะเริ่มว่างตรงกัน แต่ละคนนอกจากจะทำงานเพลงกันแล้ว ทำอะไรอีกบ้าง
Slur : แบงก์เรียนอยู่ปี 2 นิเทศศาสตร์ ม.ราชภัฏสวนดุสิตครับ,

 เอมจบแล้วตอนนี้เป็นวิศวกรอยู่ครับ,

ผม (บู้) เรียนอยู่จุฬาฯ ปี 4 ครับ คณะศิลปกรรมศาสตร์,

ผม (เป้) เรียนอยู่คณะบริหารธุรกิจ ม.มหิดล ใกล้จะจบแล้วครับ,

ผม (เย่) จบแล้วครับ ตอนนี้ทำงานเกียวกับด้านออกแบบภายใน เป็นพนักงานออฟฟิศ กินเงินเดือนอยู่ครับ

Molekul: แล้วจัดเวลากันอย่างไร
Slur : ก็ตามความเหมาะสมครับ ดูเป็นงานๆ ไปนะครับ (ได้ข่าวว่าแต่ละคน เพิ่งเลิกงานมาก็ตรงมาให้สัมภาษณ์เลยด้วย ขอบคุณมากๆ เลยนะคะ) ส่วนผม (บู้) ก็มีโดดเรียนบ้างนะ แต่ก็อย่างที่ว่าก็ต้องดูที่ความเหมาะสมด้วย ซึ่งผมจะไม่ให้เสียการเรียนแน่นอน

Molekul: แล้วคนที่ทำงานแล้วล่ะ ความรู้สึกระหว่างการเป็นพนักงานบริษัทกับเป็นศิลปินมันต่างกันไหม
Slur : ก็มีต่างกันนะ อย่างดนตรีเราไม่จำเป็นต้องเล่นทุกวันไง แต่งานเราต้องทำทุกวัน แต่ถ้าสมมติเราต้องออกทัวร์เล่นดนตรี 30 วัน เหมือนกันเด๊ะ ก็คงมีเบื่อบ้าง แต่พวกผมไม่ได้เบื่อที่จะต้องเล่นนะ แต่คงจะเบื่อบรรยากาศมากกว่า แต่จะว่าไปแล้วมันก็มีส่วนที่เหมือนกันในแง่ที่ว่า มันทำให้วันๆ หนึ่งผ่านไป

Molekul: ย้อนมาที่การรวมตัวของ Slur   
Slur : เริ่มที่ผม (เอม) กับเย่ เราเจอกันที่บ้านเพื่อนคนหนึ่ง คือวันนั้นเขาจัดงานปีใหม่ น่าจะเป็นช่วงที่ผมอยู่ประมาณปี 1 พอรู้จักกัน ก็เลยปิ๊งกัน แล้วก็เลยควงแขนกันไปทำอัลบั้มแรก ชื่อ The Save Par (คือผมเห็นว่าช่วงนั้นเรามีกาแฟเบอร์ดี้ มี The eagle แล้ว แต่ยังไม่มี Save par ไง นี่ก็เลยเป็นที่มาของอัลบั้มนี้) เสร็จแล้วเราก็ทำไปขายงานแฟต (ครั้งที่ 3 ที่สวนสยาม) 50 แผ่น ขายเกลี้ยง โดยคนที่ซื้อส่วนใหญ่จะเป็นคนที่รู้จักกันทั้งหมดครับ แทบจะไม่มีใครแปลกหน้ามาซื้อเลย อ้อ! แต่เห็นจะมีคนหนึ่ง (พี่ต้อม ยุทธเลิศ) ที่โดนพวกเราบังคับให้พี่เขาฟัง แล้วก็บังคับซื้อ... ว่าพี่ซื้อเถอะครับแค่ 50 บาทเอง พี่เขาก็ยอมควักตังค์จ่ายมา แต่พอตอนนี้พวกผมไป ถามเขา เขาก็บอกว่าจำไม่ได้แล้ว (หัวเราะ)

Molekul:  แล้วคนที่เหลือ (แบงค์, เป้, บู้) ไปรู้จักกันได้อย่างไง
Slur : ก็จากงานแฟตครั้งนั้นแหละครับ ทำให้พวกผมได้เจอกับแบงค์พร้อมกับมือเบสคนเก่า ซึ่งเราก็อืม...แบงค์เล่นทรัมเป็ตได้ด้วย (หลังจากนี้จะให้เป้เล่าต่อ เพราะเป้จะเข้ามาอยู่ในวงครับ) (เป้) จากนั้นพวกเขาก็ไปทำเพลงกันที่บ้านพี่กิจ มือเบสคนเก่า ซึ่งตอนนั้นเย่เขาก็อยากได้มือกีต้าร์อีกคน เย่ก็เลยนัดเพื่อนผมซึ่งเป็นเพื่อนเย่ด้วย ไปเล่นดนตรีที่ห้องซ้อม ปรากฏเย่เขาเจอผม ซึ่งวันนั้นผมเล่นได้ห่วยมาก เพราะไม่ได้แกะเพลงไปไง แต่เย่เขาก็เข้ามาบอกว่า เฮ้ย!! ผมยาวดีนี่ ไปเล่นกีต้าร์ด้วยกันไหม นั่นแหละครับเป็นที่มาของผม (เอม) แล้วหลังจากที่เป้เข้ามาคุณกิจ มือเบสคนเก่าของเรา ก็ได้ออกจากวงไปทำภาระกิจส่วนตัว ทำให้เราต้องมีการออดิชั่นหามือเบสคนใหม่ โดยการแปะโปสตอร์ ประกาศในเว็บ ซึ่งก็ได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เพราะมีคนมาออดิชั่นทั้งหมด 3 คน โดยบู้เป็นคนที่ 3 ที่เดินเข้ามาในห้องซ้อม ซึ่งแบบพอบู้เดินเข้ามาปุ๊บ เราก็คิดว่าถึงมันจะเล่นเบสไม่เป็น เราก็จะเอามันมาเป็นมือเบสให้เรา

Molekul: สรุปแล้วสมาชิกวง Slur คัดเลือกกันอย่างไง เพราะถูกชะตาเหรอ
Slur :ครับแค่นั้น คือ มันไม่มีเหตุผลเลย พวกเราไม่สามารถบอกได้เลยว่า พวกเรามาจากโรงเรียนเดียวกัน หรือมาจากคณะเดียวกัน หรือเคยประกวดมาด้วยกัน แบบนี้คือจะไม่มีเลย มันเหมือนดวงที่ทำให้คนที่ฟังเพลงเหมือนๆ กันได้มาเจอกัน

Molekul: ฟังเพลงเหมือนกัน นี่ฟังอะไรกัน
Slur : น่าจะเป็นแนวใกล้ๆ กัน ประมาณ Rock ’n’ Roll ยุคปี 2000 ในยุคที่มันกลับมาบูมอีกครั้ง เรียกว่า Garage Rock Revolver คือ เป็น Garage ที่เคยดังอยู่ในยุคปี 60 แล้วถูกปลุกกระแสให้กลับมาดังใหม่ ซึ่งในประเทศไทยนี่ก็จะดังอยู่ในกลุ่มคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพวกเราที่เคยฟังเพลงประเภทนี้มาก่อน พอได้กลับมาฟังอีก ก็คิดว่ามันเท่ มันเจ๋ง ก็เลยอยากทำแบบนี้ขึ้นมา

Molekul: ชอบอะไรใน Rock ’n’ Roll กัน
Slur : เราจะชอบวิธีการเรียบเรียง แล้วก็วิธีการใช้คอร์ดน้อยๆ ซึ่งเหมือนกับการที่เราทำเพลงๆ หนึ่ง มันไม่จำเป็นที่จะต้องหรูหรา หรือว่าเพลงนั้นจะต้องเล่นให้ยากนะ อะไรแบบนี้ เราแค่แต่งเพลงให้เนื้อหามันออกมาเร็วๆ ใช้คอร์ดเท่าที่จำเป็น แล้วก็ใส่อารมณ์เข้าไปในเพลง มันก็เป็นเพลงที่ดีได้ ซึ่งคนจะรู้สึกได้ว่าเพลงมันดีแล้วก็สดในเวลาเดียวกัน

Molekul: อะไรเกิดขึ้นก่อนล่ะ ระหว่างทำนองดนตรี คำร้อง
Slur : ของเราไม่มีกฏตายตัว บางทีก็ได้เนื้อก่อน บางทีก็เป็นทำนอง ส่วนมากมันมาจากความรู้สึกมากกว่า แบบเล่นแล้วใช่เลย ซึ่งเย่ก็แต่งเพลงออกมาเยอะมากด้วย ทำให้เรามีเดโมเยอะ หลายอันมาก ซึ่งอัลบั้มชุดที่แล้วเราก็พยายามเลือกเพลงที่คิดว่าเป็นเพลงที่ฟังแล้วดูเป็นโทนเดียวกัน มารวมเป็นอัลบั้มขึ้นมา

Molekul: โทนของอัลบั้ม ‘บู้’ คือ
Slur : จะมัน จะสนุก อย่างเดียวเลย เหมือนเด็กเพิ่งเดินเป็น คือจะเดินทั้งวัน พอวิ่งเป็นก็จะวิ่งอย่างเดียว ซึ่งเราคิดว่าถ้าเราเล่นอะไรที่มันยากมากๆ เกิดไปเล่นบนเวทีแล้วมันไม่ได้ ก็ไม่เอา เอาแบบเล่นง่ายๆ แล้วได้ทักทายกับคนดู ได้เต้น ได้เท่ ดีกว่าที่จะเล่นอะไรที่ยากๆ... คือเหมือนกับคนอยากแต่งตัวมากกว่าอยากออกเทปนะครับ

Molekul:  แล้วมาอยู่ Smallroom กันได้อย่างไร
Slur :ก็ตอนนั้นพอเรารวมตัวกันครบ ก็ได้ไปเล่นคอนเสิร์ต Live in a day เสร็จแล้วเราก็ทำเดโมขึ้นมา 8 เพลง มาเสนอทางค่าย Smalroom ซึ่งพวกเขาก็พอจะรู้จักพวกเรามาบ้างจาก คอนเสิร์ต Live in a day เขาก็เลยเอาเพลงพวกเราไปฟัง ซึ่งตอนนั้นก็โดน Comment เยอะแยะ เป็นชั่วโมงเลย ว่าตรงนี้ไม่ดี ตรงโน้นไม่ดี แล้วอีกทีหนึ่ง คือ เราไปเล่นให้เขาดู เขาก็โอเค จะให้เวลาเราในการพัฒนาตัวเอง โดยจะเป็นการ Develop ร่วมกันกับเขา 1 ปี ก่อน จนมาได้ออกอัลบั้ม เป็น Slur อย่างที่เห็นครับ

Molekul: จะว่าไป Slur ก็ทัวร์คอนเสิร์ตกันมาหลายที่ มีอะไรที่ประทับใจในตัวแฟนคลับอยากเล่าให้เราฟังไหม
Slur :แฟนๆ ของเราน่ารักครับ ส่วนใหญ่จะเป็นคอเพลงวงร็อค ที่พวกเขาก็เข้าใจพวกเรานะว่า พวกเราไม่สามารถจะไป Treat อะไรเขาได้มากมายเหมือนกับศิลปินที่มาทางสายอบอุ่นอะไรแบบเนี้ยครับ เราก็แบบไปทำซ่าอะไรของเราไปตามเรื่อง ซึ่งเขาก็เข้าใจพวกเราครับ ก็จะมีอย่างที่โคราช เราไปเล่นเป็นคอนเสิร์ตที่มันมากครับ ซึ่งคนที่ชอบเราเขาก็จะเอานู้นเอานี่มาให้เซ็นต์ แต่ CD ของเรา มีมาให้เซ็น 2 แผ่นเอง ซึ่งเราก็อืม...ก็โอเคนะ เขาฟังเพลงเรามันก็ดีแล้ว ถึงจะชื้อหรือไม่ซื้อ CD ของเราก็ตาม แต่เขาก็ยังร้องตามกันได้ทุกเพลง พวกผมก็ประทับใจมากครับ
เอม : ของผมนี่ จะชอบเจอแฟนเพลงมาขอไม้กลองเวลาไปเล่นคอนเสิร์ต ซึ่งผมก็อยากบอกแฟนเพลงทุกคนว่า อย่าขอไม้กลองกันเยอะ เพราะผมจะไม่มีใช้แล้วครับ
บู้ : ผมก็โดนบ่อย แบบแฟนเพลงถามว่า วันนี้ไม่เอากางเกงเหลืองมาด้วยเหรอ แบบว่าจะขอซื้อต่อ หรือ รองเท้าพี่สวยมากเลยขอได้ไหม คือ ถ้าแบบผมให้ไปแล้วผมจะเอาอะไรใส่กลับล่ะ ก็มีแปลกๆ อะไรแบบนี้ ซึ่งต่อไปผมคิดว่า คราวหลังเวลาผมไปออกคอนเสิร์ตผมจะแปะป้ายราคาทั้งตัวเลย (หัวเราะ)

Molekul: ใน 5 คนนี้ใครที่สาวกรี๊ดที่สุด
Slur : น่าจะเป็นบู้นะครับ แต่ความจริงแล้วก็วัดกันไม่ได้นะ เพราะตอนแรกจะเป็นเป้กับบู้มาคู่กัน แต่ตอนนี้แบงค์กำลังมาครับ คือแบบตอนนี้แบงค์หน้าใสมาก เลยกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น เป้กับบู้เลยเริ่มหล่น ส่วนเย่นี่ไม่ค่อยจะมีครับ แบบไม่ค่อยจะมีใครสนใจเขาเท่าไหร่ (หัวเราะ) เพราะเขาจะไม่ค่อยชอบถ่ายรูปครับ จะเดินหนีตลอด

Molekul: แล้วเวลา Slur รวมตัวกันมักจะคุยเรื่องอะไร
Slur :
จำได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เราไปทานข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา นานมากแล้ว น่าจะปี 2004 นะครับ (จริงเหรอ) อันนี้ไม่นับรวมเวลาซ้อมนะ เพราะส่วนมากพอซ้อมเสร็จเราก็จะต่างคนต่างกินมากกว่า (หัวเราะ) ส่วนเรื่องที่เราคุยกันส่วนใหญ่นอกจะเรื่องซ้อมแล้ว ก็จะคุยกันได้เรื่อยๆ เลย อย่าง เรื่องรองเท้า เรื่องแว่น หรือบางทีก็มีจับกลุ่มนั่งนินทาผู้หญิง อย่างที่ผู้หญิงเขาชอบนินทาผู้ชายกันนะครับ (หัวเราะ) เรื่องแฟชั่นเราก็คุยกันเยอะ หรือว่าดนตรีของวงนั้นฟังหรือยัง หรืออย่างมีงานคอนเสิร์ต หรือมีงานปาร์ตี้เราก็มีไปด้วยกันบ่อย เหมือนแบบไปให้กำลังใจวงเพื่อนๆ นะครับ

Molekul: การแต่งกายของ Slur ล่ะ ตั้งใจจะให้ออกมาเป็นแบบนี้ ต้องใส่ขาเดฟอะไรอย่างนี้หรือเปล่า
Slur : มั่วครับ ส่วนตัวเลยของใครของมัน ก็เคยมีตกลงกันเหมือนกันว่า เออ วันนี้นัดใส่สีดำกันนะ แต่ปรากฏว่าไม่มีใครใส่สีดำมากันเลย ก็ไม่รู้ว่าจะตกลงกันไปทำไม คือประมาณว่าทุกคนอยากแตกต่าง กลัวเหมือน (หัวเราะ) ส่วนกางเกงนี่พวกเราไม่ได้ใส่กันครับ จริงๆ  เราเพ้นต์ขากัน (หัวเราะ)  คือจริงๆ แล้วเราก็ไม่ได้ใส่ขาเดฟกันทุกคนนะ อย่างเย่เขาก็ใส่ขากระบอก ซึ่งจริงๆ การแต่งกายของพวกเรามันก็อาจจะมาจากการที่พวกเราดูวงเมืองนอกมาก ก็เลยไปรับอิทธิพลจากเขามากันครับ

Molekul: ในความคิดของ Slur อยากให้แฟนๆ คิดถึงตัวเองด้านไหน
Slur : มันๆ สนุกสนาน กักขฬะ หยาบคาย กระด้าง อะไรเงี้ย แต่จริงๆ แล้ว Slur เป็นคนโรแมนติก แอบกุ๊กกิ๊ก หงอกับแฟน

Molekul: อนาคตต่อไปของวงจะเป็นอย่างไง ได้ข่าวว่าจะโกอินเตอร์กันด้วย
Slur :ก็คงจะอยู่กันไป จนกระทั่งไม่มีใครเอาเราแล้ว หรือจนกว่าพวกเราจะหมดแรงทำกัน ซึ่งอนาคตของเราน่าจะมีชุดที่ 2 ครับ ส่วนเรื่องโกอินเตอร์นี่ เราไม่ได้โกอินเตอร์แบบทาทา หรืออะไรนะ แต่เราโกอินเตอร์แบบอินดี้ๆ กับค่าย Noisedeluxe records ซึ่งคล้ายๆ กับเป็น Smallroom ของเยอรมันอะไรเงี้ย ซึ่งเขา เหมือนกับ Release อัลบั้มให้เรา แล้วเราก็ไปโชว์โปรโมตอัลบั้ม ซึ่งเราจะได้ไปเล่น 14 วัน ก็จะไปทัวร์ทั่วเยอรมัน แล้วก็อาจจะไปทัวร์ยุโรป อย่างออสเตรีย สวิตเซอร์แลนด์ ด้วย

Molekul: จะไปกันเมื่อไหร่ แล้วเตรียมตัวอะไรกันบ้าง
Slur :ไปเดือนมกราปีหน้าครับ การเตรียมตัวของเราคือ ‘รอ’ ครับ ส่วนเย่เขาก็คงจะต้องท่องเนื้อภาษาอังกฤษให้ได้ แล้วก็ฝึกภาษาเยอรมันครับ

Molekul: สุดท้ายฝากอะไรถึงแฟนๆ โหวตให้  Songburi มาสัมภาษณ์ Slur กันหน่อย
Slur : ก็อยากขอบคุณจากใจจริงครับ ซึ่งผลโหวตที่ได้คงเป็นเพราะแฟนๆ ของพวกเราเขาเล่น Net กันเยอะด้วยมั้งครับ (บู้) ผมอยากจะฝากบอกว่า “ถ้าไม่มีพวกคุณ ก็ไม่มีพวกผมในวันนี้” ครับ (เอม) มีรูปผมรูปหนึ่งใน Songburi หล่อมาก อย่าลืมดาวน์โหลดมาเก็บไว้นะครับ (เป้) อยากฝากบอกว่า Hi5 ของเป้ เป้เลิกเล่นไปแล้ว ไม่ต้องแอดแล้วนะครับ แต่ถ้าอยากติดตามพวกเราวง Slur ก็ติดตามกันได้ที่
myspace.com/slurslurslur แล้วกันครับ

 

**ฝากไว้นิดจาก Slur : ก่อนกลับ Songburi ได้คุยกับนายบู้ถึงความหมายของชื่ออัลบั้ม ‘บู้’ ว่าแปลว่าอะไร บู้ก็บอกว่าไม่ทราบ เป็นชื่อที่อาม่าตั้งให้ ฝาก Songburi  ช่วยหาความหมายให้หน่อย…ยังไงใครรู้ก็ช่วยบอกนายบู้เขาทีนะ :)

 

 

วันนี้พอแค่นี้ก่อน

โชคดี มีความสุข ทุกๆคน

 

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-

 

edit @ 14 Dec 2007 18:10:38 by chanet

Terminal

posted on 02 Dec 2007 17:46 by betternet

สวัสดี

 

 

 

 

 

 

การเดินทางที่ยาวนาน

มันเริ่มขึ้นตรงไหน เริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ก็ไม่รู้

แต่ที่รู้คือมันได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว

 

 

 

 

 

 

 

 

การเดินทางของบางคน

อาจมีปลายทางที่ชัดเจน ถูกเขียน ถูกกำหนดไว้หมดแล้ว

แล้วเค้าก็เดินตามทางนั้นไป

 

 

 

 

 

 

แต่กับอีกหลายๆคน กลับเดินทางโดยไร้จุดหมาย

ไม่รู้ว่าที่เดินๆไปนั้นจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน จึงได้ตั้งหน้าตั้งตาเดินไปเดินไป....

เดินไปเรื่อยๆ เพราะอยากรู้เหมือนกันว่าที่สุดแล้ว สุดทางของเค้าคือที่ไหนกันแน่

 

 

 

 

 

 

 

 

ความจริงแล้ว เรามักจะอยากรู้จุดหมายปลายทางกัน มากกว่าระหว่างทางที่จะไป

อยากรู้ว่าจะไปที่ไหน ก่อนที่จะสนใจว่าจะไปยังไง

 

 

ไม่ว่าใครจะมีจุดหมาย หรือใครยังไม่มีจุดหมายที่ชัดเจน

ก็ต้องเดินทางกันไป เดินทางต่อไปทุกวันๆๆ...

จิตใจจดจ่อแต่ปลายทาง โดยไม่สนใจสิ่งที่กำลังพบเห็นระหว่างทางเลย

 

 

 

 

 

อย่างน้อยเราน่าจะสนใจระหว่างทางบ้างนะ

เอ๊ะ! ตอนนี้ถึงไหนแล้วนะ......................................

 

 

 

 

 

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-

Alive or Die!!!

posted on 24 Nov 2007 13:28 by betternet

สวัสดี

 

 

 

 

วันนี้........................................

ไม่ใช่วันที่สดชื่น แจ่มใสเหมือนเดิม

ทั้งผู้คน ทั้งสิ่งต่างๆรอบๆตัว ก็ดูเศร้าหมองไปหมด

ทั้งๆที่เมื่อวานก็ยังดีดีอยู่

 

 

 

 

คนเรา...........................................

คนเราก็เหมือนกัน

เมื่อวานยังมีความสุข แต่วันนี้ก็ไม่สุขแล้ว

 

 

 

 

 

คนเรา............................................

เมื่อวานยังเห็นกันอยู่ดีดี แต่วันนี้เค้าก็จากเราไปไกลแสนไกล

ไกลซะจนไม่มีวันที่จะกลับมาอีกแล้ว

ความเป็น....................................................

ความตาย......................................................

เส้นแบ่งของมันบางมาก มากซะจนไม่อาจจะรู้ได้เลยว่าเราจะอยู่หรือตายเมื่อไหร่

 

 

 

 

 

 

 

 

"คนเราจะตายเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ จงทำวันนี้ให้ดีที่สุด"

มีคนเค้าบอกกันอย่างนั้น

อยู่กับใครตอนนี้ก็ทำดีกับเค้าให้มากๆ เพราะเค้าอาจจะจากเราไปในที่ที่ไกลแสนไกลเมื่อไหร่ก็ได้

ไปโดยที่ไม่บอกลาสักคำ

เพราะตัวเค้าเองเค้าก็ยังไม่รู้ด้วยซำว่าถึงเวลาของเค้าแล้ว

เค้าจึงไม่ได้ลาเรา

 

 

 

 

วันนี้

ช่างเป็นวันที่ไม่สดใสเอาซะเลย

ขอให้พรุ่งนี้ดีขึ้นกว่านี้ด้วยเถอะ

 

 

 

 

 

 

 

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-

 

ปล.

ขอให้เธอไปดี ให้เธอมีความสุขกับที่ที่เธออยู่

เราจะคิดถึงเธอตลอดไป

ลาก่อน..........................................................

 

edit @ 24 Nov 2007 13:53:39 by chanet

Good Day!!!

posted on 21 Nov 2007 18:09 by betternet

สวัสดี

 

 

 

 

วันดีดีในชีวิต มาอีกแล้ว

 

 

ดีใจจังที่ยังอยู่ตรงนี้ได้

 

 

ดีใจจังที่ยังหายใจได้เอง

 

 

ดีใจจังที่ยังมีชีวิตอยู่.................................

 

 

 

ในแต่ละวันเรามีเรื่องให้ดีใจตั้งมากมาย สิ่งที่ได้มา สิ่งที่พบเจอ ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องที่น่ายินดี น่าดีใจทั้งนั้น

แต่......

เรากลับไม่ได้รู้สึกอย่างนั่นกันสักเท่าไหร่ ทำไม?

 

ก็เพราะเรา มีเรื่องอย่างอื่นที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวันมากมาย มากซะจนไม่ได้มีเวลาสนใจสิ่งรอบข้าง

นั่นไง....................

ทำไมชอบบอกว่าไม่มีเวลากันนักนะ นั่นสิ

ถ้าเราไม่มีเวลาจริงๆ ก็คงไม่ได้มานั่งอ่านบล็อคนี้กันกระมัง

นั่นไง.....................

อย่าบอกว่าไม่มีเวลา

ทุกคนมีเวลาด้วยกันทุกคน แต่ที่ต่างกันคือเราเอาเวลาของเราไปทำอะไรบ้าง มันต่างกันตรงนี้เท่านั้นเอง

 

 

 

 

 

.............................................................

..........ตอนนี้เราก็มีเวลาอยู่....................

คิดจะทำอะไรก็ทำซะสิ เพราะถ้าหากมีสักวัน วันนั้นที่ไม่มีเวลาขึ้นมาจริงๆ เวลาของเราหมดแล้วจริงๆ แล้วเราจะได้ไม่ต้องมาเสียใจทีหลัง

คำพูดที่ว่า"ทำวันนี้ให้ดีที่สุด" ยังคงใช้ได้เสมอ มันไม่ได้เก่าไปสำหรับเรา เพราะวันนี้ ตอนนี้อยู่กับเราเสมอ

แล้วตอนนี้.............................................

เราก็เลือกเรื่องที่ดีดีได้ เลือกวันดีดีได้

 

 

 

 

 

 

 

 

วันดีดีในชีวิต มาอีกแล้ว

 

 

ดีใจจังที่ยังอยู่ตรงนี้ได้

 

 

ดีใจจังที่ยังหายใจได้เอง

 

 

ดีใจจังที่ยังมีชีวิตอยู่.................................

 

 

 

 

 

 

 

 

-จนกว่าจะพบกันใหม่-